Indication
1. ใช้เพื่อป้องกันโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (venous thromboembolic disease) ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกหรือผ่าตัดทั่วไป รวมถึงการผ่าตัดมะเร็งที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในระดับปานกลางถึงระดับสูง
2. ใช้เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดของเลือดที่ไหลเวียนนอกร่างกายในระหว่างทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (โดยทั่วไปจะใช้เวลาในแต่ละรอบ 4 ชั่วโมงหรือน้อยกว่า)
3. ใช้เพื่อป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก (deep vein thrombosis) ในผู้ป่วยที่นอนติดเตียงหรือไม่สามารถลุกเดินได้เนื่องจากความเจ็บป่วยเฉียบพลันดังนี้
- ภาวะหัวใจล้มเหลว (NYHA class III or IV)
- ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน
- ภาวะติดเชื้อเฉียบพลันหรือมีความผิดปกติของข้อรูมาติกเฉียบพลัน
4. ใช้สำหรับรักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก ทั้งชนิดที่พบและไม่พบภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ปอดร่วมด้วย โดยไม่มีอาการแสดงทางคลินิกที่รุนแรง ยกเว้นในรายที่ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดนั้นจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการใช้ยาสลายลิ่มเลือดหรือด้วยการผ่าตัด
5. ใช้ร่วมกับยาแอสไพรินสำหรับรักษาภาวะ unstable angina และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด non-Q-wave
6. ใช้สำหรับรักษาภาวะหัวใจตายเฉียบพลันชนิด ST - segment elevation โดยใช้ร่วมกับยาละลายลิ่มเลือดในผู้ที่สามารถหรือไม่สามารถทำการรักษาด้วยการใช้สายสวนหัวใจ (coronary angioplasty)
Qualitative & Quantitative Composition
Enoxaparin Sodium
Pharmaceutical Dose Form
Solution for injection in pre-filled syringe
Dose and Administration
ขนาด
4,000 anti-Xa IU/0.4 มิลลิลิตร (40 มิลลิกรัม/0.4 มิลลิลิตร) solution for injection in pre-filled syringes
6,000 anti-Xa IU/0.6 มิลลิลิตร (60 มิลลิกรัม/0.6 มิลลิลิตร) solution for injection in pre-filled syringes
• การป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก (deep vein thrombosis) ในผู้ป่วยที่มีภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์:
ขนาดยา: ขนาดยา 40 มิลลิกรัม หรือ 4,000 anti-Xa IU/0.4 มิลลิลิตร ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง วันละครั้ง
• การป้องกันการเกิดลิ่มเลือดของเลือดที่ไหลเวียนนอกร่างกายในระหว่างทำการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โดยฉีดเข้าทางหลอดเลือด (ทาง arterial line ของระบบการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม)
ในผู้ป่วยที่เข้ารับการล้างไตซ้ำ การให้ยาขนาดเริ่มต้นที่ 100 anti-Xa IU/กิโลกรัม (1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) โดยฉีดเข้าทาง arterial line ของระบบฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในช่วงเริ่มต้นของการฟอกเลือด จะช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในระบบกรองของเครื่องไตเทียมได้
การให้ยาขนาดดังกล่าวโดยการฉีดเข้าหลอดเลือดในครั้งเดียวนั้นเหมาะสำหรับการฟอกเลือดที่มีระยะเวลา 4 ชั่วโมงหรือสั้นกว่าเท่านั้น แต่สามารถปรับได้ขึ้นกับความแตกต่างของผู้ป่วยแต่ละราย อย่างไรก็ตามหากพบ fibrin ring ยกตัวอย่างเช่น หลังจากการฟอกเลือดที่ใช้ระยะเวลานานกว่าปกติ อาจให้ยา 0.5 - 1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ในครั้งต่อไป โดยขนาดยาสูงสุดที่แนะนำคือ 100 anti-Xa IU/กิโลกรัม (1 มิลลิกรัม)
ในผู้ป่วยที่จะเข้ารับการฟอกเลือดและมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเลือดออก (โดยเฉพาะผู้ที่ฟอกเลือดก่อนและหลังการผ่าตัด) หรือผู้ป่วยที่กำลังเกิดเลือดออก ควรใช้ขนาดยาที่ 50 anti-Xa IU/กิโลกรัม (0.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) (ฉีดสองครั้ง) หรือ 75 anti-Xa IU/กิโลกรัม (0.75 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) (ฉีดเพียงครั้งเดียว)
• การรักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก ทั้งชนิดที่พบและไม่พบภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ปอดร่วมด้วย โดยไม่มีอาการแสดงทางคลินิกที่รุนแรง
หากสงสัยว่าผู้ป่วยเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ ควรทำการตรวจยืนยันด้วยวิธีการที่เหมาะสมอย่างเร่งด่วน
ขนาดและเวลาในการบริหารยา:
ยาอีนอกซาพาริน สตาดา สามารถบริหารโดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาด 150 anti-Xa IU/กิโลกรัม (1.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) วันละครั้ง หรือขนาด 100 anti-Xa IU/กิโลกรัม (1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) วันละ 2 ครั้ง
ในผู้ป่วยที่มีการอุดตันของหลอดเลือดดำอย่างรุนแรงแนะนำให้ใช้ขนาด 100 anti-Xa IU/กิโลกรัม (1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) วันละ 2 ครั้ง
ในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัมหรือน้อยกว่า 40 กิโลกรัมนั้น ยังไม่มีการประเมินขนาดการรักษาของยาเฮพารินที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำ (LMWH) โดยประสิทธิภาพของการรักษาด้วย LMWH อาจลดต่ำลงเล็กน้อยในผู้ป่วยที่น้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม และความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกอาจสูงขึ้นในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 40 กิโลกรัม จึงต้องมีการติดตามทางคลินิกอย่างเฉพาะเจาะจงในผู้ป่วยกลุ่มนี้
ระยะเวลาในการรักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก:
การใช้ LMWH ในการรักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึกนั้น ควรเปลี่ยนไปใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานให้เร็วที่สุด ยกเว้นมีข้อห้ามใช้ ไม่ควรใช้ LMWH นานเกิน 10 วัน ซึ่งรวมระยะเวลาที่รอให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานให้ผลในการรักษา ยกเว้นผู้ป่วยมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ยารับประทานยากต่อการให้ผลการรักษาที่สูงสุด (ดูหัวข้อ ข้อควรระวังในการใช้ยา: การติดตามปริมาณเกล็ดเลือด) ควรเริ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
• การรักษา unstable angina / ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด non-Q-wave
บริหารยาอีนอกซาพารินขนาด 100 anti-Xa IU/กิโลกรัม (1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง วันละ 2 ครั้ง ทุก 12 ชั่วโมง โดยให้ร่วมกับยาแอสไพริน (ยารับประทานขนาดยาแนะนำ: 75 – 325 มิลลิกรัม หลังจากได้รับยา loading dose ขนาด 160 มิลลิกรัม) ระยะเวลาในการรักษาที่แนะนำคือ 2 - 8 วัน จนกว่าอาการทางคลินิกของผู้ป่วยจะคงที่
• การรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด ST – segment elevation โดยใช้ร่วมกับยาละลายลิ่มเลือดในผู้ที่สามารถหรือไม่สามารถทำการรักษาด้วยการใช้สายสวนหัวใจ (coronary angioplasty) ได้
การให้ยาเริ่มด้วยการฉีดเข้าหลอดเลือดดำในคราวเดียว (IV bolus) ในขนาด 3,000 anti-Xa IU (30 มิลลิกรัม) ตามด้วยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาด 1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ภายใน 15 นาที จากนั้นให้บริหารยาทุก 12 ชั่วโมง (ขนาดยาสูงสุด 10,000 anti-Xa (100 มิลลิกรัม) สำหรับการให้ยาโดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังแต่ละครั้งใน 2 ครั้งแรก ตามด้วยขนาด 1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ฉีดเข้าใต้ผิวหนังสำหรับ dose ที่เหลือ)
การให้ยาอีนอกซาพารินในครั้งแรกควรเริ่มให้ในช่วงเวลาใดก็ได้ระหว่าง 15 นาทีก่อนให้ยาสลายลิ่มเลือด และ 30 นาทีหลังให้ยาสลายลิ่มเลือด (ทั้งชนิดที่เฉพาะเจาะจงและไม่เฉพาะเจาะจงต่อไฟบริน)
ระยะเวลาในการรักษาที่แนะนำคือ 8 วัน หรือจนกว่าผู้ป่วยจะออกจากโรงพยาบาลหากมีระยะเวลาในการเข้ารับการรักษาน้อยกว่า 8 วัน
การรักษาที่ใช้ร่วม: ให้เริ่มใช้ยาแอสไพรินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หลังจากผู้ป่วยเริ่มแสดงอาการ และให้คงขนาดยาระหว่าง 75 - 325 มิลลิกรัม วันละครั้ง เป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน หากไม่มีข้อบ่งชี้อื่น
ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการใส่สายสวนหลอดเลือดหัวใจ (coronary angioplasty):
- หากผู้ป่วยได้รับยาอีนอกซาพารินครั้งสุดท้ายก่อนการทำบอลลูนมาน้อยกว่า 8 ชั่วโมง ไม่จำเป็นต้องให้ยาเพิ่มอีก
- หากผู้ป่วยได้รับยาอีนอกซาพารินครั้งสุดท้ายก่อนการทำบอลลูนมามากกว่า 8 ชั่วโมง ควรให้ยาอีนอกซาพารินเพิ่มในขนาด 30 anti-Xa IU/กิโลกรัม (0.3 มิลลิกรัม) ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ เพื่อให้ปริมาตรสำหรับฉีดถูกต้องมากขึ้น แนะนำให้เจือจางยาให้ได้ความเข้มข้น 300 IU/มิลลิลิตร (3 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร) (ดูหัวข้อย่อย เทคนิคการบริหารยาโดยการฉีดเข้าหลอดเลือดดำในคราวเดียว (IV bolus) สำหรับการรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด ST-segment elevation เท่านั้น)
ในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป สำหรับการรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด ST-segment elevation ไม่แนะนำให้ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำในขนาดยาเริ่มต้น แนะนำให้ฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาด 75 anti-Xa IU/กิโลกรัม (0.75 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) ทุก 12 ชั่วโมง (ขนาดสูงสุด 7,500 anti-Xa IU (75 มิลลิกรัม) สำหรับการให้ยาโดยการฉีดแต่ละครั้งใน 2 ครั้งแรก ตามด้วย 0.75 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ฉีดเข้าใต้ผิวหนังสำหรับ dose ที่เหลือ)
Contraindications
ห้ามใช้ยานี้หากมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (ทั้งในขนาดเพื่อการรักษาและการป้องกัน)
- มีภูมิไวเกินต่อยาอีนอกซาพาริน ยาเฮพารินหรืออนุพันธ์ของยาเฮพาริน รวมถึงยาเฮพารินที่มีมวลโมเลกุลต่ำอื่น ๆ
- มีภาวะเลือดออกหรือมีแนวโน้มที่จะมีภาวะเลือดออกอันเนื่องมาจากระบบการห้ามเลือดที่ผิดปกติ (ข้อยกเว้นที่อาจเป็นไปได้ของข้อห้ามนี้คือการเกิดภาวะลิ่มเลือดแพร่กระจายในหลอดเลือดที่ไม่สัมพันธ์กับการรักษาด้วยยาเฮพาริน (ดูหัวข้อ ข้อควรระวังในการใช้ยา)
- มี organic lesion ที่อาจจะมีเลือดออก
- เกิดภาวะเลือดออกที่มีนัยสำคัญทางคลินิกและมีสภาวะที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเลือดออกที่ไม่สามารถควบคุมได้รวมถึงภาวะเลือดออกทางสมอง (hemorrhagic stroke) ที่เพิ่งเกิดขึ้น
- มีประวัติการเกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากยาเฮพารินภายใน 100 วันที่ผ่านมาหรือยังคงมีแอนติบอดีที่ยังไหลเวียนอยู่ (ดูหัวข้อ คำเตือนพิเศษและข้อควรระวังในการใช้ยา)
ห้ามใช้ยานี้ในขนาดยาเพื่อการรักษา ในกรณีต่อไปนี้
- มีภาวะเลือดออกในสมอง (Intracerebral hemorrhage)
- ผู้ป่วยที่กำลังได้รับการรักษาด้วยยา LMWH ห้ามใช้ยาชาฉีดเข้าช่องไขสันหลังหรือทางช่องเหนือไขสันหลัง
Special Warning / Precautions
โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์ยานี้ไม่แนะนำให้ใช้ในขนาดการรักษา ในกรณีดังต่อไปนี้
- ผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน ทั้งในผู้ป่วยที่ยังมีสติอยู่และผู้ป่วยที่ความรู้สึกตัวลดลง
หากโรคหลอดเลือดสมองนั้นมีสาเหตุมาจากการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน จะต้องไม่บริหารยาอีนอกซาพารินในระยะเวลา 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลประสิทธิภาพของ LMWH ในขนาดที่ใช้ในการรักษา ทั้งในแง่ของสาเหตุการเกิดโรค ขอบเขตหรือความรุนแรงทางคลินิกของการเกิดสมองขาดเลือด
- ภาวะเยื่อบุหัวใจอักเสบเฉียบพลัน (ยกเว้นการเกิดสภาวะลิ่มเลือดอุดตันบางชนิดที่มาจากหัวใจ)
- ภาวะไตล้มเหลวเฉียบพลันระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง (ค่า creatinine clearance อยู่ระหว่าง 30 - 60 มิลลิลิตร/นาที)
Interaction
ยาหรือกลุ่มยาที่ส่งเสริมให้เกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง: ยาที่มีเกลือโพแทสเซียม, ยาขับปัสสาวะกลุ่ม potassium sparing, ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์, ยายับยั้ง angiotensin II, ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs), ยาเฮพาริน (LMWH หรือ unfractionated heparin), ยา ciclosporin และ tacrolimus, ยา trimethoprim
การเกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงอาจขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงของตัวผู้ป่วย ทั้งนี้แนวโน้มในการเกิดภาวะดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเมื่อผู้ป่วยใช้ยาร่วมตามรายการข้างต้น
ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและการอ้างอิงสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ โปรดตรวจสอบเอกสารกำกับยาฉบับล่าสุดก่อนใช้ผลิตภัณฑ์